3 แนวทางการขาย สำหรับ Retail Business ในยุคนี้

ธุรกิจค้าปลีกถือเป็นอีกส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนจำนวนมากมาเป็นเวลานาน ซึ่งในปัจจุบันการค้าปลีกไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิมหรือว่าสมัยใหม่ก็ถูกปรับเปลี่ยน แก้ไขไปตามกาลเวลามากขึ้น จากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่รวดเร็วอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นคง เราเลยรวม 3 แนวทางธุรกิจของเมืองไทยในปัจจุบันมาเพื่อให้ผู้ทำธุรกิจเข้าใจและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 



Omni Channel

หรือ “O2O” การผสมผสานกันระหว่าง Offline to Online โดยหัวใจของรูปแบบการค้าปลีกนี้คือ การนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Experience)
โดย Omni Channel นั้นเราต้องเชื่อมความเป็น Physical และ Digital ด้วยเทคโนโลยีที่สร้างความสะดวก เช่น


- ระบบ e-Logistic นำเทคโนโลยีมาบริหารระบบซับพลายเชนให้มีประสิทธิภาพ
- ระบบ e-Payment นำเทคโนโลยีมาเพิ่มรูปแบบการชำระเงินสร้างความสะดวกให้แก่ลูกค้า
- ระบบฐานข้อมูลลูกค้า (Big Data) นำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้อย่างแม่นยำ

แม้ว่าในปัจจุบันการค้าปลีกรูปแบบ “Omni Channel” จะอยู่ในจุดเริ่มต้น แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้ต้องปิดห้างฯ ศูนย์การค้า ร้านค้าต่างๆ กลายเป็นการเร่งให้ Retailer ในเซ็กเมนต์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับการให้บริการในหลากหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อขยาย “ช่องทางการขาย” และ “เข้าถึงผู้บริโภค” ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์

การเกิดวิกฤติครั้งนี้ทำให้ต้องตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี และการบาลานซ์ทั้ง Offline และ Online ให้ไปด้วยกันได้ เพื่อในวันที่สิ้นสุดสถานการณ์นี้ จะทำให้โมเดล “Omni-channel” ในไทยสามารถเป็นการช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อระหว่าง Offline และ Online ได้อย่างสมบูรณ์ 



Line Official และ Official Account

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า Line เป็นหนึ่งแพลตฟอร์มที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของทุกคนในการใช้ชีวิตประจำวันที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนร่วมงานรวมถึงการซื้อ-ขายสินค้า และด้วยแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ E-Commerce ในเมืองไทย Line จึงมีการพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่เพื่อช่วยในการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย “Line OA Plus E-Commerce” ที่เป็นเสมือนหน้าร้านให้กับธุรกิจของคุณ ซึ่งเหมาะอย่างมากกับธุรกิจในกลุ่ม SME ที่อาจจะไม่ค่อยมีทุนในเรื่องของทีมงานและเวลามากนัก โดย Line OA Plus E-Commerce จะช่วยตั้งแต่การจัดหน้าร้าน Product Display, Log In, Chack Out, Feed และสามารถคุยโต้ตอบกับลูกค้าได้ ไปจนถึงการชำระเงินและจัดส่งสินค้า ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น เรียกได้ว่าครบจบในที่เดียว

นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อ API (Application Programming Interface) กับ Line OA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อให้เข้าใจและสามารถจัดทำโปรโมชั่นให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนการส่งข้อความในการทำ Engagement ของโปรโมชั่นได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นี่จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่ในการพัฒนารูปแบบการตลาดและการค้าของทุกๆ ธุรกิจในอนาคต 



สินค้าและบริการแบบ Hyper-Personalization

เป็นการสร้างประสบการณ์เฉพาะแบบรายบุคคลให้ตรงความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น Hyper-Personalization เป็นกลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์จะต้องลงทุนเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ พวกเขาต้องการประสบการณ์ที่รู้ใจและเหมาะกับตัวเขาที่สุด

แต่การจะพัฒนาสินค้าและบริการให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้นั้น นักการตลาดต้องก้าวเข้าสู่โลกของการตลาดแบบ Hyper-Personalization Marketing เป็นการผสานข้อมูลอันหลากหลายแบบมีการใช้ Data Science และ predictive analytics ในการวิเคราะห์และคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อทำการตลาดที่สอดคล้องร่วมมือกัน ทั้งภายในองค์กร และ ภายนอกองค์กร กับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า

More Like This

Subscribe & Get Promotion

Get Start